ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารมีความต้องการเครื่องมือตรวจวัดที่มีความเร็วในการตรวจวัด (Rapid Identification and Analysis) เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจในกระบวนการผลิตได้ทันการ อย่างการคัดเลือกวัตถุดิบเข้าโรงงาน (เช่น การตรวจว่าข้าวหอมมะลิที่รับซื้อเป็นของแท้หรือไม่ การตรวจกลิ่นโคลนในปลานิลก่อนทำการจับขาย) การรักษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ระหว่างกระบวนการผลิต (เช่น การตรวจสอบว่ากาแฟคั่วได้พอเหมาะหรือยัง การปรุงรสผลิตภัณฑ์มีความคงที่หรือไม่ การตรวจกลิ่นและรสชาติของไวน์ก่อนและหลังบรรจุขวด)

จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose หรือ E-nose) เป็นอุปกรณ์ที่เลียนแบบการทำงานของอวัยวะสัมผัสกลิ่นในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ของมนุษย์เรา เมื่อคนเราสูดดมอากาศเข้าไป อากาศจะนำพาไอของโมเลกุลเข้าไปในโพรงจมูก ซึ่งกระแสลมแปรปรวนในโพรงจมูก จะช่วยทำให้ไอโมเลกุลนั้นเกิดการสัมผัสกับต่อมรับกลิ่น (Odor Receptor) ซึ่งอยู่บนเซลล์ประสาทรับกลิ่น โดยปลายข้างหนึ่งของเซลล์นี้ จะไปรวมกันที่ต่อมรวมประสาท (Glomeruli) ซึ่งมันจะทำหน้าที่ขยายสัญญาณ (Amplifier) แล้วนำสัญญาณประสาทส่งไปสู่สมองส่วนที่เรียกว่า Olfactory Cortex

จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose หรือ E-nose) มีการเสนอแนวคิดครั้งแรกในปี ค.ศ.1982 และมีการทดลองสร้างจมูกอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรกขึ้นมาในอีก 10 ปีต่อมา หลังจากนั้นเป็นต้นมาศาสตร์ทางด้านนี้ก็ได้รับความนิยมขึ้นมาเรื่อยๆ จมูกอิเล็กทรอนิกส์มีกลไกการทำงานโดยอาศัยหลักการตรวจวัดกลิ่นที่คล้ายกับระบบดมกลิ่นของมนุษย์ โดยมีเซ็นเซอร์เคมีสำหรับตรวจวัดกลิ่นจำนวนมาก ซึ่งจะทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์จำแนกและจดจำกลิ่น

ระบบสัมผัสของมนุษย์นั้นมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เราเรียกกันว่าสัมผัสทั้งห้า ซึ่งปัจจุบันเราก็ค่อนข้างมีความเข้าใจในประสาทสัมผัสต่างๆ เหล่านั้นเป็นอย่างดี ยกเว้น สัมผัสทางด้านกลิ่น ซึ่งเราเพิ่งจะเริ่มศึกษาและพัฒนาความเข้าใจพื้นฐานการทำงานของมันเมื่อไม่นานมานี้เอง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า เราไม่ค่อยเห็นความสำคัญของมัน ทั้งๆ ที่ความสุขในชีวิตของมนุษย์เราในเรื่องการรับประทานอาหารนั้นขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ของจมูก